หลายคนคงอาจเคยได้ยินว่า ขี้เปียก คือ สัญลักษณ์แห่งความเวอร์จิ้นของหนุ่มๆ เพราะในสมัยวัยละอ่อนนั้น ผู้ชายหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าเจ้าโลกของเรานั้นมันปลิ้นนอกออกมาได้ จึงทำให้เราทำความสะอาดได้ไม่ดีพอ พอมารู้อีกทีก็มีไขขาวๆ ฉาบรอบวัตถุไปแล้วเรียบร้อย เพราะในวันเด็กเรายังไม่รู้จักวิธีการทำความสะอาดที่ดีพอ บวกกับการที่ไม่ได้ขลิบปลายหัวน้องชาย จึงทำให้วัยเด็กของชายทุกคนจะต้องประสบพบเจอ แต่กระนั้นเองขี้เปียกยังสามารถเป็นได้ทุกวัย อยู่ที่ระดับความใส่ใจในการทำความสะอาดของแต่ละบุคคล ซึ่งการเป็นขี้เปียกนั้นไม่ได้แค่ก่อให้เกิดปัญหาแค่เรื่องกลิ่นและคันเท่านั้น เอาเป็นว่าวันนี้ Dr.MDX จะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ “ขี้เปียก” กันครับ

ขี้เปียก (อังกฤษ: smegma) คือ คราบตะกรันที่เกาะตามอวัยวะเพศชาย เป็นส่วนผสมของเซลล์ที่ตายแล้วและมูกเมือกซึ่งมักจะติดอยู่บริเวณคอคอดใต้ผิวหนังองคชาต และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย เมื่อผสมเข้ากับสารคัดหลั่งจากต่อมต่างๆ เช่น ต่อม Tyson Gland และเหงื่อไคลที่อยู่บริเวณส่วนปลายของอวัยวะเพศชายแล้ว จึงทำให้ขี้ไคลบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเปียกชื้น จึงเรียกกันว่า “ขี้เปียก” ซึ่งจะมีกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว และเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี เนื่องจากส่วนปลายขององคชาตยังไม่เปิดออกมา จึงมีเศษความสกปรกหมักหมมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมีการอักเสบอาจทำให้ติดเชื้อได้ และคราบชนิดนี้ยังจะมีในผู้หญิงด้วยเช่นกัน โดยจะอยู่รอบๆปุ่มกระสัน และตามซอกด้านในของแคมเล็ก

ซึ่งขี้เปียกนอกจากจะก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์แล้ว อาจทำให้เกิดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า HPV ได้ เพราะหากไม่ชำระล้างให้สะอาดก่อนลงมือปฏิบัติกิจกรรมทางเพศ จะตกลงไปภายในช่องคลอดของฝ่ายหญิงในระหว่างที่ร่วมรักกัน เมื่อตกลงไปภายในก็จะไปกองอยู่บนปากมดลูกของฝ่ายหญิง ทำให้เกิดการระคายเคืองเป็นประจำสม่ำเสมอ นานไปๆ ก็จะทำให้เซลล์ของผิวบริเวณปากมดลูกเปลี่ยนแปลงกลายไปเป็นเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้ และมีงานวิจัยพบว่าตัว Smegma เองก็เป็นสารก่อมะเร็งองคชาตได้ด้วย

 

ดังนั้น จึงควรหมั่นทำความสะอาดด้วยการดึงปลิ้นหนังหุ้มองคชาตให้ร่นขึ้นมาจนถึงคอคอด ซึ่งจะช่วยให้คนที่มีหนังหุ้มปลายเล็กสามารถลดปัญหาอาการเจ็บเวลาที่อวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ได้ และใช้น้ำสบู่อ่อนๆมาถูให้คราบหลุดออกแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือจะทำความสะอาดไปพร้อมกับการอาบน้ำทุกครั้งก็ได้ เพราะเพียงแค่ปัสสาวะเพียงหยดหรือ 2 หยดที่เหลือค้างไว้ เมื่อรวมกับเหงื่อไคลก็สามารถเกิดเป็นขี้เปียกได้เช่นกัน ด้วยความปรารถนาดีจาก Dr.MDX

 

ข้อมูลอ้างอิง

  1. บทความเรื่อง “ขี้เปียก”
  2. บทความเรื่อง “เจาะลึก เรื่องลับของขี้เปียก…”